หยุดคาดหวังจากคนอื่น

มนุษย์เราต่างอยู่บนความคาดหวัง  เราหวังจากสิ่งรอบตัวของเรามาก  ไม่ว่าจะเรื่องใด ๆ ก็ได้  ไม่ว่าจะเป็นคนรัก  ครอบครัว ลูก เพื่อนร่วมงาน  เพื่อนฝูง  ญาติมิตรสหาย  เราอยากที่จะให้พวกเขาเป็นไปในรูปแบบที่เราต้องการ  พอเขาไม่เป็นอย่างที่เราคาดหวังเอาไว้  ในหัวของเราก็จะมีแต่ภาพลบ ๆ ของคนเหล่านั้นขึ้นมา  นั่นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร  เพราะธรรมชาติของมนุษย์มักจะมองเห็นสิ่งที่ลบมากกว่าสิ่งดีๆ อยู่แล้ว

การฝึกจิตใจในยุคปัจจุบันจึงถือเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก  เราเอาแต่หลงและปล่อยให้ชีวิตของเรา วนอยู่กับวงจรชีวิตแบบโลกทุนนิยม  โดยไปกำหนดค่าของทุกสิ่งด้วย “เงิน”  เราให้คุณค่ามันมาก  มากเสียจนมันกลับมาทำลายทุกอย่างได้  เป็นต้นว่าการใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิต  หลายท่านมองว่าเป็นเรื่องน่ากลัว สำหรับคนไม่รู้จัก  แต่ถ้าเราใช้อย่างมีสติ  ประมาณตนเองผลดีมันก็มีมากกว่าผลเสียนะครับ  แค่ต้องรู้จักการวางแผนทางการเงินที่ดี
ผมไปศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องการวางแผนทางการเงิน  คนไทยเรามีความสนใจในเรื่องเหล่านี้น้อยมาก  ถ้าเทียบกับประเทศอื่นในฝั่งตะวันตก  ผมก็มานั่งคิดนะครับว่ามันไม่สำคัญจริงๆ หรือ  คนไทยถึงไม่สนใจเรื่องเหล่านี้  ผมก็พบเหตุผลว่า 
1.คนไทยยังห่วงเรื่องปากท้องที่กินอยู่ในปัจจุบัน  ไม่มีเวลาไปคิดถึงเรื่องอนาคต
2.ขาดความรู้ทางด้านการเงิน  พอไม่มีความรู้ก็ทำให้มองเห็นแบบที่คนอื่นทั่วไปเห็นนั่นก็คือ  การสร้างหนี้จากการผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และซื้อของหรูหราฟุ่มเฟื่อย  คือสิ่งที่สร้างความมั่งคั่งและฐานะหน้าตาในทางสังคมให้กับตัวเองได้
3.ด้วยปัจจัยพื้นฐานทางด้านภูมิศาสตร์  ต่อให้คนไทยที่ยากจน  ไม่มีที่อยู่อาศัยพวกเขาก็สามารถหาเลี้ยงตนเองได้ ไม่ลำบากมากด้วยอาหารการกิน  และทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ตลอดทั้งปี
4.หลักพุทธศาสนาที่สอนให้คนเราไม่ยึดติดกับวัตถุและกังวลกับอนาคตมากจนเกินไป  ใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน  ไม่ต้องไปคาดหวังหรือกังวลกับอนาคตให้มาก  ทำให้คนไทยส่วนใหญ่ยึดถือหลักนี้  โดยลืมนำมาปรับใช้กับยุคสมัยและความจริงในชีวิตของโลกทุนนิยม
5.ความเหลื่อมล้ำในสังคม  เป็นเรื่องจริงของทุกประเทศที่มีเรื่องนี้  จึงมีคนพูดว่า “คนจนจ่ายแพงกว่าคนรวย”  นั่นเป็นเรื่องจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ  ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิต และการจับจ่ายใช้สอยที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ
พอเรามาศึกษาลึกเข้าไปถึงแก่น  ก็ทำให้เราเข้าใจวิถึชีวิตของคนในชาติเราได้มากขึ้น  ไม่ผิดหรอกที่เขาคิดแบบนั้น  แต่สิ่งหนึ่งที่ผมแย้งว่าคนไทยเป็นคนขี้เกียจไม่เอาไหน  ถ้าเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านหลาย ๆชาติ  ที่จริงมันก็ส่วนน้อยครับ  คนขยันก็มีเยอะมากแต่ไม่เอามาพูดเอง  บางทีนะครับการไปตัดสินคนอื่นก่อนรู้จักเขาให้ดีพอ  มันก็สร้างความสัมพันธ์ในทางลบได้นะ 
ส่วนตัวผมแล้วระหว่างคนขยันแต่ขี้โกง  กับคนขยันปานกลางแต่ทำงานแบบสม่ำเสมอมีความซื่อสัตย์สุจริต  ผมขอเลือกแบบที่สองครับ  คนขี้โกงต่อให้เก่ง ต่อให้ขยันมากแค่ไหน ก็ไม่ต่างจากคุณเอามีดไว้ข้างกาย  มันจะแทงคุณได้  เอาที่ปลอดภัยและสบายใจดีกว่าครับ   เพราะฉะนั้นหยุดคาดหวังจากคนอื่นได้แล้วครับ  ยอมรับและเคารพในสิ่งที่เขาเป็น  มนุษย์ทุกคนต่างก็ต้องการการยอมรับด้วยกันทั้งนั้นแหละครับ  ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหนก็ตาม 
มันก็เช่นเดียวกับการเดินทางของชีวิตเรานั่นแหละครับ  บางทีเราก็รู้สึกเสียดาย กับการตัดสินใจที่ผิดพลาดอะไรบางอย่างของตัวเอง  แต่พอเวลามันผ่านไปแล้วเรากลับรู้สึกขอบคุณมันด้วยซ้ำ  ที่เราผ่านเรื่องร้าย ๆ แบบนั้นมาได้  มันทำให้เรามีภูมิคุ้มกันที่ดี  และไม่หวั่นไหวกับเรื่องเหล่านี้มากนัก  เราได้เห็นและเข้าใจโลกมากยิ่งขึ้น  ประสบการณ์ชีวิตของคนเราแต่ละคน  ทำให้เรามีความเห็นต่าง  หรือแม้กระทั่งการวางตัวในสังคมก็ตามแต่  คุณเคยสังเกตไหมว่า  คนสองคนพูดประโยคเดียวกัน  แต่ทำไมอีกคนสามารถโน้มน้าวใจผู้อื่นได้ดีกว่า  (นั่นแหละครับก็คือประสบการณ์ชีวิต   ที่เขาเหล่านั้นได้ผ่านเรื่องราวต่าง ๆ มาด้วยประสบการณ์จริง เลยทำให้เข้าใจได้ดี และถ่ายทอดอารมณ์ไปสู่ผู้ฟังได้อย่างน่าประทับใจ)
ความฝันและจินตนาการ  คือรากฐานที่จะนำเราไปสู่ชีวิตที่เราต้องการ  อย่าทิ้งความฝันของเรา และอย่าไปดูถูกความฝันของใคร  ทุกคนต่างมีเส้นทางที่ตัวเองต้องการ  อาจมากน้อยต่างกัน  คนที่มีความฝันใหญ่ก็ย่อมคิดใหญ่กว่าเป็นของธรรมดา  นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้มนุษย์แตกต่างกัน  แต่เราก็สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขได้  ภายใต้ความแตกต่างด้วยการยอมรับในความแตกต่าง  โลกต้องการสันติสุขครับ  เพราะฉะนั้นอย่างได้ทะเลาะกันเลยพี่น้อง