ธรรมมะคือธรรมชาติ

ในยุคแห่งเทคโนโลยีแบบโลกาภิวัฒน์  ทำให้อะไรบนโลกใบนี้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตผู้คนไปอย่างมาก  ไม่ว่าจะเป็น ไลฟ์สไตส์  การใช้ชีวิตและรูปแบบในการดำเนินชีวิตในยุคสังคมปัจจุบัน  เราไม่อาจจะหลีกเลี่ยง  หรือปฎิเสธสิ่งใหม่ที่เข้ามาในชีวิตได้

การเปลี่ยนแปลงในครั้งหลังนี้รวดเร็วเป็นอย่างมาก  แต่ในขณะเดียวกันก็ไปเร็วด้วยเช่นกัน  และสิ่งที่คุณจะเห็นได้มากขึ้นในยุคนี้ก็คือ  มนุษย์ชอบการแสดงความคิด  และต้องการมีพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นเป็นอย่างมาก  แตกต่างจากยุคก่อนหน้า  ส่วนตัวเเล้วการแสดงความคิดเห็นในความแตกต่างแบบที่สร้างสรรค์นั้น  ย่อมนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรือง ส่งผลต่อเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมากในแต่ละชาติ
ในทางโลกอาจเป็นไปในรูปแบบที่ผมได้กล่าวแล้วข้างต้น  แต่ในทางธรรมอาจกลับกัน  ทุกสิ่งยังคงเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน  แม้เวลาจะล่วงมาหลายยุค นั่นก็คือ  มนุษย์ยังมีทิฐิและมีการแบ่งแยกชนชั้นวรรณะอย่างชัดเจน  จะมากน้อยขึ้นอยู่กับรูปแบบในการปกครองในแต่ละประเทศ  ยิ่งโลกเปลี่ยนไปมากเท่าไหร่  มนุษย์ยิ่งอยากรู้อยากเห็นมากขึ้น บางทีก็สงสัยในเรื่องที่ไม่ควรรู้หรือไม่ควรสงสัย
เช่นเดียวกับหลักในการปฎิบัติธรรม  คุณเชื่อไหมครับว่ามนุษย์จะมีสองแบบ
แบบแรก คือ สงสัยทุกอย่างในการปฎิบัติ
แบบที่สอง คือ  ไม่สนใจอะไรค่อยๆฝึกฝนไปเรื่อย ๆ  นั่นจึงเป็นคำถามที่ตามมาว่า  การปฎิบัตินั้น  ช่วยแก้ปัญหาในชีวิตได้จริงหรือไม่  คำตอบของผมขอตอบแบบกลาง ๆ นะครับว่า  ได้ และไม่ได้
ในมุมที่ผมมองว่าได้ ก็คือ  แน่นอนครับสมาธิทำให้คุณเป็นคนมีจิตใจที่สงบ  มีสติรู้อยู่ทุกเวลา มีปัญญาดีขึ้นเพราะจิตที่ว่างจากสมาธิทำให้เกิดตัวปัญญานั่นเอง ไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงเวลาหรือสถานการณ์ใด คุณจะสามารถรับมือได้กับทุกสถานการณ์
ในมุมที่ผมมองว่าไม่ได้ ก็คือ  มีหลายท่านนะครับ เคยบอกว่าการปฎิธรรมทำให้รวยบ้าง  ทำให้ได้ทุกอย่างในสิ่งที่ตัวเองต้องการ  ไม่ว่าจะหน้าที่การงาน  การเงิน  ผมขอตอบแบบกลาง ๆ นะครับว่า  (มันตอบยากจริงๆว่าเราจะได้แบบนั้นจริงหรือเปล่า  มันขึ้นอยู่กับเฉพาะบุคคล  ทั้งอาศัยบุญเก่าที่สะสมไว้  และบุญใหม่ที่สร้างเข้ามาด้วย)  ไม่สามารถใช้ได้กับทุกคนครับ  แต่ที่รู้แน่นอนคือ “ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ผลชั่ว”  
 
เวลาที่คุณไปวัดไหน  พระที่บอกว่าสามารถช่วยท่านได้  แบบนี้ขอตอบว่าไม่จริงนะครับ  ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน  ทุกอย่างอยู่ที่ตัวท่านเอง  ต้องอาศัยการฝึกฝนปฎิบัติและตั้งหน้าตั้งตาทำความดีให้มาก หลักการง่าย ๆ ให้ดูจากการตอบของท่าน ว่าสิ่งที่ตอบมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน  เรื่องบางเรื่องมันอยู่นอกเหนือหรือเกินความเป็นจริงที่สามารถตอบได้  พระบางท่านก็อาจจะเลี่ยงไม่ตอบเราแบบตรงไปตรงมา  ซึ่งผมว่าไม่ผิด  เพราะในเรื่องธรรมมะเป็นเรื่องเฉพาะตน เราจะมาให้คำตอบแบบตรงไปตรงมาไม่ได้หรอกครับ  จริตของคนเรามันไม่เหมือนกัน  และร่างกายของมนุษย์ก็ประกอบด้วยธาตุกำเนิดที่แตกต่างกันไป เช่น ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ  มันขึ้นอยู่กับว่าใครจะมีมากกว่ากัน
เรื่องที่ท่านตอบได้ และสอดคล้องกับความเป็นจริงของโลกพระแบบนี้น่าศรัทธาครับ  จงจำไว้ครับว่า  ไม่มีใครอยู่เหนือจักรวาล  เราก็คือส่วนหนึ่งของจักรวาลเท่านั้นเอง  อย่าไปหลงว่าเราสามารถควบคุมจักรวาลได้  มนุษย์หนีความจริงของธรรมชาติไม่ได้  เราคือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ จงมีสติทุกขณะจิตของชีวิต  อย่าไปกังวลกับอะไรมากจนเกินไป  เพราะความกังวล ลังเลสงสัยนี่แหระ  คือตัวที่จะทำให้คุณทุกข์  และไม่สามารถเข้าถึงที่สุดแห่งธรรมได้  ปฎิบัติให้มากๆ  เหมือนคนที่เริ่มทำงานแรก ๆ เราก็ไม่รู้อะไรมาก  พอทำเยอะ ๆ ฝึกฝนไปมาก ๆ ในที่สุดเราก็กลายเป็นคนที่ชำนาญในเรื่องนั้นไปเองโดยธรรมชาติ  นี่แหละครับความจริงของชีวิตที่ต้องล้อไปตามกฎธรรมชาติ
สงกรานต์นี้ก็ขอให้ทุกท่าน จงพบเจอแต่ความสุขความเจริญ เดินทางกลับบ้านต่างจังหวัดกันอย่างปลอดภัยทุกท่านนะครับ  ไม่ว่าจะคิดทำสิ่งไหนก็สมความปรารถนาในทุกเรื่องนะครับ